การพัฒนาจริยธรรมในงานอาชีพคอมพิวเตอร์ จรรยาบรรณในอาชีพคอมพิวเตอร์
สาเหตุที่ต้องพัฒนาจริยธรรมในอาชีพคอมพิวเตอร์
· เนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและจากความแตกต่างกันระหว่างบุคคลในสังคมซึ่งมีหลายระดับ หลากหลายอาชีพ ดังนั้น การละเมิดทางจริยธรรมจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ และบ่อยครั้งที่สร้างปัญหาให้กับสังคมในด้านปัจจุบันมีตั้งแต่ปัญหาเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ จนเป็นปัญหาที่เกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตลงข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ สาเหตุก็เพราะผู้เกี่ยวข้องกับงานอาชีพคอมพิวเตอร์ว่าจะเป็น บุคคลากรทางคอมพิวเตอร์ นักคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ไม่ค่อยสำนึกถึงหลักจริยธรรม ขาดจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม จึงทำให้เกิดปัญหาอย่างที่พบเห็นกันในปัจจุบันและนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น สรุปแล้วต้นเหตุทั้งหมดของปัญหาก็เกิดมาจากการขาดจริยธรรมในการใช้งานคอมพิวเตอร์
เนื่องมาจาก
ปัญหาจริยธรรมในอาชีพคอมพิวเตอร์
· คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำหรับใช้งานธุรกิจต่างๆ โดยสภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบันโลกธุรกิจมีการแข่งขันสูง ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้คิดหาประโยชน์ต่างๆ จากทางที่ไม่ถูกต้อง ส่วนในด้านคอมพิวเตอร์ โดยหลักพื้นฐานของอาชีพย่อมจะมีจรรยาบรรณทางวิชาชีพควบคุมอยู่ เช่นเดียวกับ จรรยาบรรณแพทย์ที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลของคนไข้ จรรยาบรรณของนักข่าวจะต้องไม่บิดเบื่อนข่าว และไม่เปิดเผยแหล่งข่าวถ้าไม่ได้รับการอนุญาติ จรรยาบรรณของนักวิชาชีพใดก็มักถูกสมาคมวิชาชีพนั้นหากละเมิดก็จะมีบทลงโทษ แต่ไม่รุนแรงเหมือนบทลงโทษทางกฏหมาย โทษสูงสุดของข้อบังคับทางจรรยาบรรณ คือ เพิกถอนใบอนุญาติประกอบอาชีพ หรือเพิกถอนสมาชิกภาพ
ปัญหาจริยธรรมในอาชีพคอมพิวเตอร์
· อาชีพคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ ในสังคมที่ผู้ประกอบอาชีพมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป ปัญหาที่เป็นผลมาจากวิชาชีพคอมพิวเตอร์นั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับจริยธรรม
เช่น การไม่เคารพสิทธิมนุษยชน
การไม่เคารพความเป็นส่วนตัว
การทำซ้ำ
การดัดแปลงข้อมูลโดยไม่ถูกต้อง เป็นต้น
ประเทศไทย มีปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ โดยลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้นพอสรุปได้ดังนี้
· การใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่น เช่น การทำลายข้อมูล การปรับเปลี่ยนโปรแกรมเพื่อให้ทำงานผิดพลาด
· การรบกวนทางคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น เช่น การแพร่ไวรัสคอมพิวเตอร์
· การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น การลักลอบแอบดูแฟ้มข้อมูล การตัดต่อภาพลามกอนาจารโดยมิชอบ
· การใช้คอมพิวเตอร์ก่ออาชญากรรม เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องช่วยในการโจรกรรม หรือก่อการร้าย
· การใช้คอมพิวเตอร์ทำเรื่องผิดกฏหมาย เช่น การใช้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ การปลอมแปลงเอกสาร การเผยแพร่ภาพที่ขดต่อศิลธรรมทางอินเตอร์เน็ต
สาเหตุของปัญหาหลักๆ
· สาเหตุของปัญหาหลักๆ ของเรื่องน่าจะมาทั้งตัวนักศึกษา และผู้ใช้บริการเครือข่ายต่างๆ ขาดจริยธรรมในการใช้คอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจเกิดจากความไม่ตั้งใจ ขาดความรับผิดชอบที่ดี หรืออาจต้องการทดลองความรู้ ทดสอบอะไรบางอย่างก็เป็นได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงส่งผลกระทบถึงหลายฝ่ายรวมทั้งภาพรวมของนักวิชาชีพคอมพิวเตอร์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง
ลักษณะของปัญหาทางจริยธรรมในอาชีพคอมพิวเตอร์นั้นเกิดมาจากใคร หรือ อะไรบ้าง ดังนี้
1. ปัญหาการขาดจริยธรรมของนักคอพิวเตอร์
2. ปัญหาการขาดจริยธรรมของผู้ใช้ระบบเครือข่าย
3. ปัญหาการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ปัญหาที่ร้ายแรงและเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคม
คือ ปัญหาการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระบบคอมพิวเตอร์ เราเรียกกลุ่มบุคคลพวกนี้ว่า”แฮกเกอร์”
กลุ่มบุคคลพวกนี้มีความเชี่ยวชาญถึงขั้นถอดรหัสและเจาะระบบรักษาความปลอดภัยของเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่กลุ่มพวกนี้ขาดจริยธรรม ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม พวกเขาอาจ ปัญหาต่อสังคมขึ้นโดยการใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญในทางที่ผิด เช่น การใช้โปรแกรมเจาะรหัสเพื่อบุกรุกระบบรักษาความปลอดภัยของผู้อื่นโดยผิดกฏหมาย มีมากมายที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อระบบธุรกิจ และผลเสียหายที่ตามมาอีกมากมาย และเป็นปัญหาที่แก้อยากมาก แต่จะแก้ไขได้ง่ายมาก ถ้ากลุ่มบุคคลหรือทุกฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้องจะต้องใช้งานเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์อย่างมีความรับผิดชอบ มีคุณธรรมจริยธรรมประจำใจ ก็จะทำให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดมาจากอาชีพคอมพิวเตอร์ลดน้อยลงไป หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย
ดังที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาจริยธรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งมีวิธีการดังนี้
แนวทางการพัฒนาจริยธรรมสำหรับตนเอง
พระพุทธศาสนามีหลักธรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักธรรมเพื่อพัฒนาตนเองในด้านจริยธรรมไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเองหรือปรับปรุงตนเอง ทั้งตัวผู้ประกอบอาชีพคอมพิวเตอร์และผู้ใช้บริการคอมพิวเตอร์ เพื่อให้การปฏิบัติงานในอาชีพคอมพิวเตอร์เอื้ออำนวยประโยชน์ในลักษณะที่เรียกว่า ความรู้คู่คุณธรรม ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะการพัฒนาจริยธรรมเกี่ยวกับ ความเห็นชอบ ความชื่อตรง ความรับผิดชอบ ความรู้จักประมาณหรือรู้จักพอ การเสียสละ ความมีเหตุผล และการควบคุมตนเอง
ความห็นชอบ
หลักธรรมที่พัฒนาความเห็นชอบหรือความคิดในทางที่เป็นคุณประยชน์คือกุศลบท 10ประการ ได้แก่
· ทางกาย 3 ประการ คือ ไม่ทำสิ่งมีชีวิตให้ล่วงตกไป ไม่ถือเอาสิ่งของที่เป็นเจ้าของมิได้ใด้ไห้ และ ไม่ประพฤติผิดในกาม
· ทางวาจา 4 ประการ คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ
· ทางใจ 3 ประการ คือ ไม่โลภในทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่พยาบาท และมีความเห็นที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ความซื่อตรง
หลักธรรมที่พัฒนาความชื่อตรง คือ การมีสัจจะ (แปลว่าความจริง) ใช้กับการพูด การมุ่งแสวงหาความจริงหรือความถูกต้องเที่ยงธรรม รักษาความเที่ยงธรรมได้
ความรับผิดชอบ
หลักธรรมที่พัฒนาความรับผิดชอบคือ
1.อัปมาทะธรรม คือ ความไม่ประมาท มีสติสัมปชัญญะคอยควบคุมให้เกิดความสำนึกในหน้าที่อยู่ตลอดเวลา
2.หิริ โอตัปปะ หิริคือ ความละอายแก่ใจ ละอายใจต่อการทำความผิดทุกครั้ง สังเกตได้จากการที่รู้สึกละอายใจตนเองเมื่อได้กระทำความผิด โอตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป
ความรู้จักประมาณหรือรู้จักพอ
หลักธรรมที่พัฒนาความรู้จักประมาณคือ
1.สันโดษ แปลว่า ความยินดี คือยินดีในผลที่พึงได้เท่านั้น ทั้งนี้ต้องอยู่ในขอบเขตอันสมควร
2.อัตตัญญตา และ มัตตัญญุตา
อัตตัญญตา คือ ความเป็นผู้รู้ตน หมายถึง ความรู้จักตัวเองว่าเป็นใคร มีฐานะและสภาวะอย่างไร และพยายามปรับตัวให้เป็นอย่างที่ควรจะโดยความเหมาะสมกับฐานะและสภาวะของตน
มัตตัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักประมาณ หมายถึง ความรู้จักประมาณในการแสวงหาเลี้ยงชีพให้เป็นไปในทางที่ชอบ ไม่ไฝ่ทะเยอทะยานเกินประมาณ
การเสียสละ
หลักธรรมที่พัฒนาอุปนิสัยในการเสียสละคือ
1.กตตัญญุตา คือความเป็นผู้อุปการะที่เขากระทำแล้ว หมายถึงความเป็นผู้รู้จักคุญค่าแห่งการทำความดีของผู้อื่นที่มีต่อผู้มีคุณล้วนปฏิบัติด้วยการเสียสละทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ตน กตตัญญุตาเป็นเหตุให้บุคคลคิดที่สนองคุณเพื่อเพื่อเป็นการตอบสนองคุณ การที่บุคคลจะกระทำการเสียสละได้เช่นนี้เราะมีพื้นฐานจิตรใจที่ได้รับการพัฒนามาดีแล้ว
2.ปริจาคะ คือ การสละสิ่งที่เป็นประโยชน์น้อย เพื่อประโยชน์ที่มากกว่าหรือยิ่งกว่า จัดเป็นคุณธรรมที่แสดงออกถึงจริยธรรมในการเสียสละ ปริจาคะ คือการเสียสละเพื่อรักษาหน้าที่ รักษากิจที่พึงกระทำ รักษาคุณความดี เพื่อความสุขความเจริญในการอยู่ร่วมก
ความีเหตุผล
หลักธรรมที่พัฒนาอุปนิสัยให้เป็นผู้ที่มีเห็นผล คือ
1.โยนิโสมนสิการ แปลว่า การทำไว้ในใจ ในทางปกิบัติคือการเอาใจใส่กำหนดใจพิจารณาหาเหตูผล โยนิสมนสิการเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการปฏิบัติความดีทุกอย่าง เพราะนอกจากจะทำให้เป็นบุคคลที่มีความคิดเห็นถูกต้องแล้วยังทำให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเหตุผลอีกด้วย
2.สติสัมปชัญญะ มิใช่การพัฒนาบุคคลในด้านควบคุมตนเองอย่างเดียว ยสามารถพัฒนาบุคคลในด้านความมีเหตุผลอีกด้วย เพราะความมีสติจะทำให้ระลึกรู้อยู่ในเหตุผลตลอดเวลา
3.สัปปุริสธรรม คือ ธรรมของคนดี เมื่อความมีสติสัมปชัญญะ ความระลึกรู้ตัวได้ จะทำให้แสดงออกในความเป็นคนดีมีจริยธรรมได้บริบูรณ์
การควบคุมตนเอง
หลักธรรมที่พัฒนาอุปนิสัยในการควบคุมตนเอง คือ
1. ศีล
2. วินัย
3. ขันติ โสรัจจะ
4. ทมะ
5. สติสัมปชัญญะ
จากข้อความข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็พอจะสรุปหัวข้อการพัฒนาจริยธรรมได้ดังนี้
· การพัฒนาจริยธรรม หมายถึง การแสดงออกทางการประพฤติปฏิบัติของบุคคลที่ได้รับการทำให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดการกระทำในสิ่งที่ถูกต้องและอยู่ในกรอบของศิลธรรม อันเป็นไปตามจุดหมายที่กำหนดไว้ การพัฒนาจริยธรรมของคนในชาติถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการส่งเสริมและให้คนในชาติไม่ว่าจะอยู่วัยใดหรือประกอบอาชีพใดได้ประพฤติปฏิบัติตามบทบาทและหน้าที่ในฐานะสมาชิกที่ดีของสังคม ปัญหาจริยธรรมส่วนใหญ่มี 3ประเภทคือปัญหาการขาดจริยธรรมของนักคอมพิวเตอร์ ปัญหาการขาดจริยธรรมของผู้ใช้ระบบเครือข่าย ปัญหาการก่ออาชญากรรม
· เนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและจากความแตกต่างกันระหว่างบุคคลในสังคมซึ่งมีหลายระดับ หลากหลายอาชีพ ดังนั้น การละเมิดทางจริยธรรมจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ และบ่อยครั้งที่สร้างปัญหาให้กับสังคมในด้านปัจจุบันมีตั้งแต่ปัญหาเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ จนเป็นปัญหาที่เกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตลงข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ สาเหตุก็เพราะผู้เกี่ยวข้องกับงานอาชีพคอมพิวเตอร์ว่าจะเป็น บุคคลากรทางคอมพิวเตอร์ นักคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ไม่ค่อยสำนึกถึงหลักจริยธรรม ขาดจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม จึงทำให้เกิดปัญหาอย่างที่พบเห็นกันในปัจจุบันและนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น สรุปแล้วต้นเหตุทั้งหมดของปัญหาก็เกิดมาจากการขาดจริยธรรมในการใช้งานคอมพิวเตอร์
เนื่องมาจาก
ปัญหาจริยธรรมในอาชีพคอมพิวเตอร์
· คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำหรับใช้งานธุรกิจต่างๆ โดยสภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบันโลกธุรกิจมีการแข่งขันสูง ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้คิดหาประโยชน์ต่างๆ จากทางที่ไม่ถูกต้อง ส่วนในด้านคอมพิวเตอร์ โดยหลักพื้นฐานของอาชีพย่อมจะมีจรรยาบรรณทางวิชาชีพควบคุมอยู่ เช่นเดียวกับ จรรยาบรรณแพทย์ที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลของคนไข้ จรรยาบรรณของนักข่าวจะต้องไม่บิดเบื่อนข่าว และไม่เปิดเผยแหล่งข่าวถ้าไม่ได้รับการอนุญาติ จรรยาบรรณของนักวิชาชีพใดก็มักถูกสมาคมวิชาชีพนั้นหากละเมิดก็จะมีบทลงโทษ แต่ไม่รุนแรงเหมือนบทลงโทษทางกฏหมาย โทษสูงสุดของข้อบังคับทางจรรยาบรรณ คือ เพิกถอนใบอนุญาติประกอบอาชีพ หรือเพิกถอนสมาชิกภาพ
ปัญหาจริยธรรมในอาชีพคอมพิวเตอร์
· อาชีพคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ ในสังคมที่ผู้ประกอบอาชีพมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป ปัญหาที่เป็นผลมาจากวิชาชีพคอมพิวเตอร์นั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับจริยธรรม
เช่น การไม่เคารพสิทธิมนุษยชน
การไม่เคารพความเป็นส่วนตัว
การทำซ้ำ
การดัดแปลงข้อมูลโดยไม่ถูกต้อง เป็นต้น
ประเทศไทย มีปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ โดยลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้นพอสรุปได้ดังนี้
· การใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่น เช่น การทำลายข้อมูล การปรับเปลี่ยนโปรแกรมเพื่อให้ทำงานผิดพลาด
· การรบกวนทางคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น เช่น การแพร่ไวรัสคอมพิวเตอร์
· การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น การลักลอบแอบดูแฟ้มข้อมูล การตัดต่อภาพลามกอนาจารโดยมิชอบ
· การใช้คอมพิวเตอร์ก่ออาชญากรรม เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องช่วยในการโจรกรรม หรือก่อการร้าย
· การใช้คอมพิวเตอร์ทำเรื่องผิดกฏหมาย เช่น การใช้เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ การปลอมแปลงเอกสาร การเผยแพร่ภาพที่ขดต่อศิลธรรมทางอินเตอร์เน็ต
สาเหตุของปัญหาหลักๆ
· สาเหตุของปัญหาหลักๆ ของเรื่องน่าจะมาทั้งตัวนักศึกษา และผู้ใช้บริการเครือข่ายต่างๆ ขาดจริยธรรมในการใช้คอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจเกิดจากความไม่ตั้งใจ ขาดความรับผิดชอบที่ดี หรืออาจต้องการทดลองความรู้ ทดสอบอะไรบางอย่างก็เป็นได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงส่งผลกระทบถึงหลายฝ่ายรวมทั้งภาพรวมของนักวิชาชีพคอมพิวเตอร์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง
ลักษณะของปัญหาทางจริยธรรมในอาชีพคอมพิวเตอร์นั้นเกิดมาจากใคร หรือ อะไรบ้าง ดังนี้
1. ปัญหาการขาดจริยธรรมของนักคอพิวเตอร์
2. ปัญหาการขาดจริยธรรมของผู้ใช้ระบบเครือข่าย
3. ปัญหาการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ปัญหาที่ร้ายแรงและเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคม
คือ ปัญหาการก่ออาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระบบคอมพิวเตอร์ เราเรียกกลุ่มบุคคลพวกนี้ว่า”แฮกเกอร์”
กลุ่มบุคคลพวกนี้มีความเชี่ยวชาญถึงขั้นถอดรหัสและเจาะระบบรักษาความปลอดภัยของเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่กลุ่มพวกนี้ขาดจริยธรรม ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม พวกเขาอาจ ปัญหาต่อสังคมขึ้นโดยการใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญในทางที่ผิด เช่น การใช้โปรแกรมเจาะรหัสเพื่อบุกรุกระบบรักษาความปลอดภัยของผู้อื่นโดยผิดกฏหมาย มีมากมายที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อระบบธุรกิจ และผลเสียหายที่ตามมาอีกมากมาย และเป็นปัญหาที่แก้อยากมาก แต่จะแก้ไขได้ง่ายมาก ถ้ากลุ่มบุคคลหรือทุกฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้องจะต้องใช้งานเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์อย่างมีความรับผิดชอบ มีคุณธรรมจริยธรรมประจำใจ ก็จะทำให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดมาจากอาชีพคอมพิวเตอร์ลดน้อยลงไป หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย
ดังที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาจริยธรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งมีวิธีการดังนี้
แนวทางการพัฒนาจริยธรรมสำหรับตนเอง
พระพุทธศาสนามีหลักธรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักธรรมเพื่อพัฒนาตนเองในด้านจริยธรรมไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเองหรือปรับปรุงตนเอง ทั้งตัวผู้ประกอบอาชีพคอมพิวเตอร์และผู้ใช้บริการคอมพิวเตอร์ เพื่อให้การปฏิบัติงานในอาชีพคอมพิวเตอร์เอื้ออำนวยประโยชน์ในลักษณะที่เรียกว่า ความรู้คู่คุณธรรม ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะการพัฒนาจริยธรรมเกี่ยวกับ ความเห็นชอบ ความชื่อตรง ความรับผิดชอบ ความรู้จักประมาณหรือรู้จักพอ การเสียสละ ความมีเหตุผล และการควบคุมตนเอง
ความห็นชอบ
หลักธรรมที่พัฒนาความเห็นชอบหรือความคิดในทางที่เป็นคุณประยชน์คือกุศลบท 10ประการ ได้แก่
· ทางกาย 3 ประการ คือ ไม่ทำสิ่งมีชีวิตให้ล่วงตกไป ไม่ถือเอาสิ่งของที่เป็นเจ้าของมิได้ใด้ไห้ และ ไม่ประพฤติผิดในกาม
· ทางวาจา 4 ประการ คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ
· ทางใจ 3 ประการ คือ ไม่โลภในทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่พยาบาท และมีความเห็นที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ความซื่อตรง
หลักธรรมที่พัฒนาความชื่อตรง คือ การมีสัจจะ (แปลว่าความจริง) ใช้กับการพูด การมุ่งแสวงหาความจริงหรือความถูกต้องเที่ยงธรรม รักษาความเที่ยงธรรมได้
ความรับผิดชอบ
หลักธรรมที่พัฒนาความรับผิดชอบคือ
1.อัปมาทะธรรม คือ ความไม่ประมาท มีสติสัมปชัญญะคอยควบคุมให้เกิดความสำนึกในหน้าที่อยู่ตลอดเวลา
2.หิริ โอตัปปะ หิริคือ ความละอายแก่ใจ ละอายใจต่อการทำความผิดทุกครั้ง สังเกตได้จากการที่รู้สึกละอายใจตนเองเมื่อได้กระทำความผิด โอตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป
ความรู้จักประมาณหรือรู้จักพอ
หลักธรรมที่พัฒนาความรู้จักประมาณคือ
1.สันโดษ แปลว่า ความยินดี คือยินดีในผลที่พึงได้เท่านั้น ทั้งนี้ต้องอยู่ในขอบเขตอันสมควร
2.อัตตัญญตา และ มัตตัญญุตา
อัตตัญญตา คือ ความเป็นผู้รู้ตน หมายถึง ความรู้จักตัวเองว่าเป็นใคร มีฐานะและสภาวะอย่างไร และพยายามปรับตัวให้เป็นอย่างที่ควรจะโดยความเหมาะสมกับฐานะและสภาวะของตน
มัตตัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักประมาณ หมายถึง ความรู้จักประมาณในการแสวงหาเลี้ยงชีพให้เป็นไปในทางที่ชอบ ไม่ไฝ่ทะเยอทะยานเกินประมาณ
การเสียสละ
หลักธรรมที่พัฒนาอุปนิสัยในการเสียสละคือ
1.กตตัญญุตา คือความเป็นผู้อุปการะที่เขากระทำแล้ว หมายถึงความเป็นผู้รู้จักคุญค่าแห่งการทำความดีของผู้อื่นที่มีต่อผู้มีคุณล้วนปฏิบัติด้วยการเสียสละทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ตน กตตัญญุตาเป็นเหตุให้บุคคลคิดที่สนองคุณเพื่อเพื่อเป็นการตอบสนองคุณ การที่บุคคลจะกระทำการเสียสละได้เช่นนี้เราะมีพื้นฐานจิตรใจที่ได้รับการพัฒนามาดีแล้ว
2.ปริจาคะ คือ การสละสิ่งที่เป็นประโยชน์น้อย เพื่อประโยชน์ที่มากกว่าหรือยิ่งกว่า จัดเป็นคุณธรรมที่แสดงออกถึงจริยธรรมในการเสียสละ ปริจาคะ คือการเสียสละเพื่อรักษาหน้าที่ รักษากิจที่พึงกระทำ รักษาคุณความดี เพื่อความสุขความเจริญในการอยู่ร่วมก
ความีเหตุผล
หลักธรรมที่พัฒนาอุปนิสัยให้เป็นผู้ที่มีเห็นผล คือ
1.โยนิโสมนสิการ แปลว่า การทำไว้ในใจ ในทางปกิบัติคือการเอาใจใส่กำหนดใจพิจารณาหาเหตูผล โยนิสมนสิการเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการปฏิบัติความดีทุกอย่าง เพราะนอกจากจะทำให้เป็นบุคคลที่มีความคิดเห็นถูกต้องแล้วยังทำให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเหตุผลอีกด้วย
2.สติสัมปชัญญะ มิใช่การพัฒนาบุคคลในด้านควบคุมตนเองอย่างเดียว ยสามารถพัฒนาบุคคลในด้านความมีเหตุผลอีกด้วย เพราะความมีสติจะทำให้ระลึกรู้อยู่ในเหตุผลตลอดเวลา
3.สัปปุริสธรรม คือ ธรรมของคนดี เมื่อความมีสติสัมปชัญญะ ความระลึกรู้ตัวได้ จะทำให้แสดงออกในความเป็นคนดีมีจริยธรรมได้บริบูรณ์
การควบคุมตนเอง
หลักธรรมที่พัฒนาอุปนิสัยในการควบคุมตนเอง คือ
1. ศีล
2. วินัย
3. ขันติ โสรัจจะ
4. ทมะ
5. สติสัมปชัญญะ
จากข้อความข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็พอจะสรุปหัวข้อการพัฒนาจริยธรรมได้ดังนี้
· การพัฒนาจริยธรรม หมายถึง การแสดงออกทางการประพฤติปฏิบัติของบุคคลที่ได้รับการทำให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดการกระทำในสิ่งที่ถูกต้องและอยู่ในกรอบของศิลธรรม อันเป็นไปตามจุดหมายที่กำหนดไว้ การพัฒนาจริยธรรมของคนในชาติถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการส่งเสริมและให้คนในชาติไม่ว่าจะอยู่วัยใดหรือประกอบอาชีพใดได้ประพฤติปฏิบัติตามบทบาทและหน้าที่ในฐานะสมาชิกที่ดีของสังคม ปัญหาจริยธรรมส่วนใหญ่มี 3ประเภทคือปัญหาการขาดจริยธรรมของนักคอมพิวเตอร์ ปัญหาการขาดจริยธรรมของผู้ใช้ระบบเครือข่าย ปัญหาการก่ออาชญากรรม
อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
เทคโนโลยีที่ทันสมัย แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกได้มากเพียงใดก็ตาม สิ่งที่ต้องยอมรับความจริงก็คือ เทคโนโลยีทุกอย่างมีจุดเด่น ข้อด้อยของตนทั้งสิ้น ทั้งที่มาจากตัวเทคโนโลยีเอง และมาจากปัญหาอื่นๆ เช่น บุคคลที่มีจุดประสงค์ร้าย ในโลก cyberspace อาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาหลักที่นับว่ายิ่งมีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้น ประมาณกันว่ามีถึง 230% ในช่วงปี 2002 และ แหล่งที่เป็นจุดโจมตีมากที่สุดก็คือ อินเทอร์เน็ต นับว่ารุนแรงกว่าปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ หน่วยงานทุกหน่วยงานที่นำไอทีมาใช้งาน จึงต้องตระหนักในปัญหานี้เป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องลงทุนด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัย ระบบซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ การวางแผน ติดตาม และประเมินผลที่ต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
แต่ไม่ว่าจะมีการป้องกันดีเพียงใด ปัญหาการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ก็มีอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ระบบการโจมตีที่พบบ่อยๆ ได้แก่
Hacker & Cracker อาชญากรที่ได้รับการยอมรับว่ามีผลกระทบต่อสังคมไอทีเป็นอย่างยิ่ง บุลากรในองค์กร หน่วยงานคุณไล่พนักงานออกจากงาน, สร้างความไม่พึงพอใจให้กับพนักงาน นี่แหล่ะปัญหาของอาชญกรรมได้เช่นกัน
Buffer overflow เป็นรูปแบบการโจมตีที่ง่ายที่สุด แต่ทำอันตรายให้กับระบบได้มากที่สุด โดยอาชญากรจะอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ และขีดจำกัดของทรัพยากรระบบมาใช้ในการจู่โจม การส่งคำสั่งให้เครื่องแม่ข่ายเป็นปริมาณมากๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้เครื่องไม่สามารถรันงานได้ตามปกติ หน่วยความจำไม่เพียงพอ จนกระทั่งเกิดการแฮงค์ของระบบ เช่นการสร้างฟอร์มรับส่งเมล์ที่ไม่ได้ป้องกัน ผู้ไม่ประสงค์อาจจะใช้ฟอร์มนั้นในการส่งข้อมูลกระหน่ำระบบได้
Backdoors นักพัฒนาเกือบทุกราย มักสร้างระบบ Backdoors เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งหากอาชญากรรู้เท่าทัน ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก Backdoors นั้นได้เช่นกัน
CGI Script ภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมมากในการพัฒนาเว็บเซอร์วิส มักเป็นช่องโหว่รุนแรงอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน
Hidden HTML การสร้างฟอร์มด้วยภาษา HTML และสร้างฟิลด์เก็บรหัสแบบ Hidden ย่อมเป็นช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้กับอาชญากรได้เป็นอย่างดี โดยการเปิดดูรหัสคำสั่ง (Source Code) ก็สามารถตรวจสอบและนำมาใช้งานได้ทันที
Failing to Update การประกาศจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ เพื่อให้ผู้ใช้นำไปปรับปรุงเป็นทางหนึ่งที่อาชญากร นำไปจู่โจมระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์นั้นๆ ได้เช่นกัน เพราะกว่าที่เจ้าของเว็บไซต์ หรือระบบ จะทำการปรับปรุง (Updated) ซอตฟ์แวร์ที่มีช่องโหว่นั้น ก็สายเกินไปเสียแล้ว
Illegal Browsing ธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต ย่อมหนีไม่พ้นการส่งค่าผ่านทางบราวเซอร์ แม้กระทั่งรหัสผ่านต่างๆ ซึ่งบราวเซอร์บางรุ่น หรือรุ่นเก่าๆ ย่อมไม่มีความสามารถในการเข้ารหัส หรือป้องกันการเรียกดูข้อมูล นี่ก็เป็นอีกจุดอ่อนของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นกัน
Malicious scripts ก็เขียนโปรแกรมไว้ในเว็บไซต์ แล้วผู้ใช้เรียกเว็บไซต์ดูบนเครื่องของตน มั่นใจหรือว่าไม่เจอปัญหา อาชญากรอาจจะเขียนโปรแกรมแผงในเอกสารเว็บ เมื่อถูกเรียก โปรแกรมนั่นจะถูกดึงไปประมวลผลฝั่งไคลน์เอ็นต์ และทำงานตามที่กำหนดไว้อย่างง่ายดาย โดยเราเองไม่รู้ว่าเรานั่นแหล่ะเป็นผู้สั่งรันโปรแกรมนั้นด้วยตนเอง น่ากลัวเสียจริงๆๆ
Poison cookies ขนมหวานอิเล็กทรอนิกส์ ที่เก็บข้อมูลต่างๆ ตามแต่จะกำหนด จะถูกเรียกทำงานทันทีเมื่อมีการเรียกดูเว็บไซต์ที่บรรจุคุกกี้ชิ้นนี้ และไม่ยากอีกเช่นกันที่จะเขียนโปรแกรมแฝงอีกชิ้น ให้ส่งคุกกี้ที่บันทึกข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้ส่งกลับไปยังอาชญากร
ไวรัสคอมพิวเตอร์ ภัยร้ายสำหรับหน่วยงานที่ใช้ไอทีตั้งแต่เริ่มแรก และดำรงอยู่อย่างอมตะตลอดกาล ในปี 2001 พบว่าไวรัส Nimda ได้สร้างความเสียหายได้สูงสุด เป็นมูลค่าถึง 25,400 ล้าบบาท ในทั่วโลก ตามด้วย Code Red, Sircam, LoveBug, Melissa ตามลำดับที่ไม่หย่อนกว่ากัน
เห็นไหมคะว่าปัญหาของโลกไอที มีหลากหลายมาก การทำนายผลกระทบที่มีข้อมูลอ้างอิงอย่างพอเพียง การมีทีมงานที่มีประสิทธิภาพ การวางแผน ติดตาม ประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ คงจะช่วยให้รอดพ้นปัญหานี้ได้บ้างค่ะ
อาชญากรคอมพิวเตอร์
อาชญากรคอมพิวเตอร์ คือ ผู้กระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญ มีการจำแนกไว้ดังนี้
1.Novice เป็นพวกเด็กหัดใหม่(newbies)ที่เพิ่งเริ่มหัดใช้คอมพิวเตอร์มาได้ไม่นาน หรืออาจหมายถึงพวกที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจให้เข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
2.Darnged person คือ พวกจิตวิปริต ผิดปกติ มีลักษณะเป็นพวกชอบความรุนแรง และอันตราย มักเป็นพวกที่ชอบทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ หรือสภาพแวดล้อม
3.Organized Crime พวกนี้เป็นกลุ่มอาชญากรที่ร่วมมือกันทำผิดในลักษณะขององค์กรใหญ่ๆ ที่มีระบบ พวกเขาจะใช้คอมพิวเตอร์ที่ต่างกัน โดยส่วนหนึ่งอาจใช้เป็นเครื่องหาข่าวสาร เหมือนองค์กรธุรกิจทั่วไป อีกส่วนหนึ่งก็จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นตัวประกอบสำคัญในการก่ออาชญากรรม หรือใช้เทคโนโลยีกลบเกลื่อนร่องร่อย ให้รอดพ้นจากเจ้าหน้าที่
4.Career Criminal พวกอาชญากรมืออาชีพ เป็นกลุ่มอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่มาก กลุ่มนี้น่าเป็นห่วงมากที่สุด เนื่องจากนับวันจะทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจับผิดแล้วจับผิดเล่า บ่อยครั้ง
5. Com Artist คือพวกหัวพัฒนา เป็นพวกที่ชอบความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน อาชญากรประเภทนี้จะใช้ความก้าวหน้า เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และความรู้ของตนเพื่อหาเงินมิชอบทางกฎหมาย
6.Dreamer พวกบ้าลัทธิ เป็นพวกที่คอยทำผิดเนื่องจากมีความเชื่อถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรุ่นแรง
7.Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถลักลอบเข้าสู่ระบบได้ โดยมีวัตถุประสงค์เข้าไปหาผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง มักเข้าไปทำลายหรือลบไฟล์ หรือทำให้คอมพิวเตอร์ใช้การไม่ได้ รวมถึงทำลายระบบปฏิบัติการ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ ระบบคอมพิวเตอร์ หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ ระบบคอมพิวเตอร์ หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น
ผู้ให้บริการ หมายความว่า
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
ผู้ใช้บริการ หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม
พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
ผู้ใช้บริการ หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม
พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๙ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐
(๑) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือในภายหลังและไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
(๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
ถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี
มาตรา ๑๓ ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)
มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ
ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือ บุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย
มาตรา ๑๗ ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักรและ
(๑) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ
(๒) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ
จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร
หมวด ๒
พนักงานเจ้าหน้าที่
ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรคอมพิวเตอร์
ลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น โดยการแสดงออกตามประเภทงานลิขสิทธิ์ต่าง ๆ
ลิขสิทธิเ ป็นผลงานที่เกิดจาการใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถและความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็น "ทรัพย์สินทางปัญญา"ประเภทหนึ่งที่มีคุณค่าทางเศณษฐกิจ ดังนั้นเจ้าของผลงานทางลิขสิทธิ์จึงควรได้รับความคุ้มครองตามกฏหมาย
ลิขสิทธ์ เป็นทรัพย์สินประเภทที่สามารถ ซื้อ ขาย หรือโอนสิทธิกันได้ ทั้งทางมรดก หรือโดยวิธีอื่น ๆ การโอนลิขสิทธิ์ควรที่จะทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือทำเป็นสัญญาให้ชัดเจน จะโอนสิทธิทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนก็ได้
ลิขสิทธิ์คืออะไร
ลิขสิทธิ์เป็นผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ลิขสิทธิ์หมายถึงสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใดๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น
ประเภทของงานสร้างสรรค์
งานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์ ประกอบด้วยงานต่างๆ ดังนี้
1. งานทั่วไป ได้แก่
งานวรรณกรรม เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
งานนาฎกรรม เช่น งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดงที่ประกอบเป็นเรื่องเป็นราว การแสดงโดยวิธีใบ้
งานศิลปกรรม เช่น งานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ภาพพิมพ์ภาพประกอบแผนที่ โครงสร้าง ศิลปประยุกต์ ภาพถ่าย และแผนผัง ของงานดังกล่าว
งานดนตรีกรรม เช่น เนื้อร้อง ทำนอง โน๊ตเพลงที่ได้แยกแยะเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว
งานโสตทัศนวัสดุ เช่น วีดีโอเทป แผ่นเลเซอร์ดิสก์ เป็นต้น
งานภาพยนต์
งานสิ่งบันทึกเสียง เช่น เทปเพลง แผ่นคอมแพคดิสก์
งานแพร่เสียงแพร่ภาพ
งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
2. งานสืบเนื่อง ได้แก่
งานดัดแปลง หมายถึง การทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์
งานรวบรวม หรือประกอบเข้าด้วยกัน โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์
สิ่งที่กฎหมายไม่คุ้มครอง
- สิ่งที่กฎหมายไม่คุ้มครอง ได้แก่
- แนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์
- ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ วิธีใช้ หรือการทำงาน
สิ่งที่ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์
- ผลงานดังต่อไปนี้เป็นผลงานที่ไม่ถือว่ามีลิขสิทธิ์
- ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร
- รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
- ประกาศ คำสั่ง ระเบียบ คำชี้แจง ของหน่วยงานรัฐหรือท้องถิน
- คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
- คำแปล และการรวบรวมสิ่งต่างๆ ข้างต้น ที่หน่วยงานของรัฐหรือท้องถิ่นจัดทำขึ้น
2. เวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายสากล
ทุกสิ่งที่คิดขึ้นภายหลังวันที่ 1 มกราคม 1978(2521) โดยปกติจะคุ้มครองตลอดชีวิตของคนผู้นั้นและรวมถึงภายหลังการเสียชีวิตต่อไปอีก 70 ปี
งานที่ถูกเช่า (ลิขสิทธิ์ของบริษัท) ถือสิทธิ์ครอบครองได้เป็นเวลา 95 ปีนับจากการพิมพ์เผยแพร่ หรือเป็นเวลา 120 ปี จากการสร้างสรรค์ แล้วแต่จะใช้
3. อะไรที่ไม่ใช่ลิขสิทธิ์
1. งานที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากต้นฉบับ
2. ความคิด,กระบวนความ,วิชา,ระบบ,การประมวลผล,ความคิดรวบยอด,หลักความจริง,สิ่งค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์,การจำแนกจากคำอธิบาย,คำอธิบาย,ตัวอย่างประกอบ
3. งานที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ตามปกติ และที่มีอยู่โดยไม่เป็นต้นฉบับของคนใดคนหนึ่ง เช่น ปฏิทินมาตรฐาน ที่วัดความสูง น้ำหนัก หรือเทปวัดความยาว
4. การเปรียบเทียบให้เห็นจริง,หรือพจนานุกรม เช่น สมุดโทรศัพท์
5. ผลิตภัณฑ์ของรัฐ(ยกเว้นบางรายการที่จัดทำดดยผู้รับเหมาทำงานให้รัฐ อาจมีการสงวนสิทธิ์)
6. ความจริง
4. อะไรคือการใช้ที่ถูกต้อง เป็นธรรม? (Fair Use)
มาตรา 107 เรื่องการใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“ขอบเขตที่นอกเหนือไปจากกรอบการใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
คือนอกเหนือไปจากบทบัญญัติของมาตรา 106 และ 106A การใช้อย่างถูกต้องของงานลิขสิทธิ์ ประกอบด้วยการใช้โดยการทำซ้ำ หรือการบันทึกเสียง หรือโดยผู้ใช้อื่น ๆนอกเหนือไปจากนี้ ได้แก่ เจตนาติชม , คำสอน, ทุนเล่าเรียน, งานวิจัย ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์” ทั้ง 4 ประการนั้นสามารถใช้ได้โดยไม่ละเมิดสิทธิ์เมื่อนำไปใช้อย่างถูกต้อง
5. การใช้งานอย่างถูกต้อง มีปัจจัยให้พิจารณาดังนี้
1. จุดประสงค์และสิ่งที่ผู้ใช้ปฏิบัติ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสำหรับการใช้ที่ไม่หวังผลกำไร เช่น โครงงานมัติมีเดีย เป็นโครงงานลิขสิทธิ์ อยู่ภายใต้การใช้อย่างถูกต้อง ใช้ได้ตลอดเวลา ถ้าใช้โดยไม่หวังกำไร หรือใช้เพื่อการศึกษา
2. งานลิขสิทธิ์ที่เหมือนจริง บางต้นฉบับเป็นสิ่งมีค่าอยู่ภายใต้ความคุ้มครอง เช่น ภาพถ่าย
3. จำนวนและหลักฐานแบ่งการใช้แล้ว ที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ ผลการพิจารณาของจำนวนและคุณภาพการใช้เฉพาะของสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
4. ผลลัพธ์ของการใช้ ของผู้ใช้ในตลาด หรือค่าของผลงานลิขสิทธิ์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อการจำหน่ายในตลาดของงานนั้น ๆ .. พิจารณาว่าผู้ผลิตงานนั้นสูญเสียผลประโยชน์หรือไม่
6. คล้ายกับว่าจะเป็นการใช้อย่างถูกต้อง
1. สำเนาเพื่อใช้ในการศึกษา
2. งานต้นฉบับยังเป็นจริงไม่ถูกเปลี่ยนแปลง งานที่ไม่เอาอย่างใคร , และเป็นสิ่งพิมพ์ที่พิมพ์เผยแพร่แล้ว
3. คุณตัดตอนมาเพื่อชี้ประเด็น แต่ไม่ทำให้เสียหาย
4. คุณไม่นำไปทำการค้ากำไร
… คุณไม่สำเนาหรือคัดลอกไปหากำไร ดังนั้นโรงเรียนของคุณต้องไม่มีการจำหน่ายผลงานนั้น ๆ (หรือวัตถุดิบต้นฉบับต่าง ๆ)
7. เหมือนจะทำถูก แต่ไม่ถูกต้องนัก
ดังนั้นระหว่าง 1992 - 1994 กลุ่มของสำนักพิมพ์และวงการศึกษา ได้รวมตัวทำข้อตกลงเพิ่มเติมเป็นแนวทางว่า ในวงการศึกษาจะไม่ใช้ของที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อพวกเขามีความคิดในเรื่อง “FAIR USE”
8. บทความ
8.1 หมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ตกับความรับผิดทางแพ่ง
ผมเขียนเกี่ยวกับการหมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ตมาหลายเรื่องแล้วครับ แต่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทางอาญาทั้งสิ้น จริง ๆ แล้วถ้ามีคนมาหมิ่นประมาทเราทางอินเทอร์เน็ต นอกจากการไปฟ้องร้องเป็นคดีอาญา หรือการแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจแล้ว เราก็ยังมีช่องทางอีกช่องทางหนึ่งครับ
เพราะเราอาจจะไม่ต้องการให้คนทำผิดได้รับโทษอาญา แต่อยากจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง อันนี้ก็ทำได้เช่นกันทางกฎหมาย แต่เงื่อนแง่ทางกฎหมายอาจจะต้องต่างกันสักนิดครับ คือหมิ่นประมาททางแพ่งนั้นกฎหมายเขาหมายถึง การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนความจริง (คือข้อความเท็จจริงเท่านั้นถึงจะผิดครับ ถ้าจริงก็ไม่ผิด ต่างกับทางอาญาที่หลักคือจริงหรือไม่จริงก็ผิดครับ เพียงแต่มีข้อยกเว้นให้พิสูจน์ความจริงได้ในบางกรณี) และการกล่าวหรือไขข่าวนั้นทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของบุคคลอื่นครับ ซึ่งแม้ว่าผู้ที่หมิ่นประมาทจะไม่รู้ว่าข้อความที่ตนกล่าวหรือไขข่าวนั้นไม่จริง แต่หากว่าควรจะรู้ได้ก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นครับ
คดีหมิ่นประมาทที่ผมสังเกตส่วนใหญ่เขาก็จะไปฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งกันครับ แล้วก็เรียกค่าเสียหายกันมากๆ นัยว่าเพื่อจะให้จำเลยเข็ดหลาบครับ ซึ่งถึงเรียกไปสูง ศาลไทยท่านก็จะลดลงมาโดยดูจากความเสียหายที่แท้จริงเท่านั้นครับ เพราแนวคิดของไทย การลงโทษให้จำเลยหลาบจำถือเป็นเรื่องของการดำเนินคดีอาญาครับ ส่วนประเทศอื่น ๆ เช่น อเมริกานั้น แม้ในคดีแพ่งเขาก็มีแนวคิดในเรื่อง “ค่าเสียหายในเชิงลงโทษ” (punitive damage) ด้วยครับ ซึ่งก็จะใช้กับคดีที่มีการฟ้องรัองบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก ศาลเขากำหนดค่าเสียหายให้กับฝ่ายโจทก์จนบริษัทเหล่านั้นบางบริษัทต้องล้มละลายไปเลยก็มีครับ ส่วนกรณีหมิ่นประมาทผมไม่แน่ใจว่าศาลอเมริกาเขาจะนำแนวคิดเรื่องค่าเสียหายในเชิงลงโทษมาใช้หรือไม่ แต่ยังไงผมก็มองว่าแนวทางของศาลไทยในเรื่องนี้น่ะถูกต้องแล้วครับ เสียหายเท่าใดก็ควรได้รับค่าเสียหายเพียงเท่านั้น
คดีแพ่งเรื่องหมิ่นประมาท ในประเทศไทยยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ เรื่องศาลที่จะฟ้องคดีครับ หลักในเรื่องนี้คือโจทก์ฟ้องคดีได้ที่ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตหรือศาลที่เป็น ที่เกิดของเหตุในการฟ้องคดีครับ ทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์มันส่งไปขายทั่วประเทศนี่ครับ ฝ่ายผู้เสียหาย ซึ่งมักเป็นนักการเมือง เขาก็ถือว่าความผิดเกิดขึ้นทั่วประเทศครับ ก็เลยตระเวนไปฟ้องตามศาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ ส่งผลให้จำเลยต้องตามไปแก้คดีครับ เรื่องหมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ตนี้ผมว่าอาจทำให้เกิดปัญหาอย่างเดียวกันตามมาก็ได้ เพราะข้อความหมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ตมันก็ไปเปิดดูได้ทั่วประเทศนี่ครับ ไปหมิ่นประมาทใครก็ควรเตรียมวิ่งรอกแก้คดีไว้ด้วยนะครับ
8.2 กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ : ลักษณะของการกระทำความผิด
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2545 (ฉบับรวมหลักการของกฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้าด้วยกัน) ซึ่งมีผลใช้บังคับไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 ที่ผ่านมา
พูดถึงบ้านเมืองเรานี่ก็แปลกนะครับ กฎหมายบังคับใช้ก็ไม่ไปประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีคนอ่านเยอะๆ แต่ไปประกาศในราชกิจนุเบกษา เชื่อไหมครับว่าเรื่องอะไรสำคัญๆ กฎหมายเอย กฎกระทรวงเอย กฎอะไรต่างๆนาๆที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม ใครสร้างถนน สร้างสะพาน ย้ายใคร แต่งตั้งผู้ใครและเรื่องอื่นๆอีกมากมายก่ายกองก็จะต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา และอะไรก็ตามเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว ก็จะถือว่าทุกคนได้ทราบแล้วโดยปริยายครับ จะอ้างว่าไม่รู้ไม่เคยอ่านไม่ได้ ก็เหมือนเวลาเราโดนตำรวจจับนั่นแหละครับ เราจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ นี่แหละครับความสำคัญของหนังสือที่ว่านี้ ลองหามาอ่านกันดูนะครับ
ลักษณะของการกระทำผิดหรือการก่อให้เกิดภยันตรายหรือความเสียหายอันเนื่องมาจากการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ จำแนกตามวัตถุหรือระบบที่ถูกกระทำ คือ
1. การกระทำต่อระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)
2. การกระทำต่อระบบข้อมูล (Information System)
3. การกระทำต่อระบบเครือข่ายซึ่งใช้ในการติดต่อสื่อสาร (Computer Network)
"ระบบคอมพิวเตอร์"
"ระบบคอมพิวเตอร์" หมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรออิกส์หรือชุดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ
ซึ่งมีการตั้งโปรแกรมให้ทำหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ ดังนั้น "ระบคอมพิวเตอร์" จึงได้แก่ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Software) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อประมูลผลข้อมูลดิจิทัล (Digital Data) อันประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง (Peripheral) ต่างๆ ในการเข้ารับหรือป้อนข้อมูล (Input) นำออกหรือแสดงผลข้อมูล (Output) และบันทึกหรือเก็บข้อมูล (Store and Record)
ดังนั้น ระบบคอมพิวเตอร์จึงอาจเป็นอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียว หรือหลายเครื่องอันอาจมีลักษณะเป็นชุดเชื่อมต่อกัน ทั้งนี้ โดยอาจเชื่อมต่อกันผ่านระบบเครือข่าย และมีลักษณะการทำงานโดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่กำหนดไว้และไม่มีการแทรกแทรงโดยตรงจากมนุษย์ ส่วนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นจะหมายถึง ชุดคำสั่งที่ทำหน้าที่สั่งการให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
"ระบบข้อมูล"
"ระบบข้อมูล" หมายถึง กระบวนการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับสร้าง ส่ง รับ เก็บรักษาหรือประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การให้ความหมายของคำว่า ระบบข้อมูล ตามความหมายข้างต้น เป็นการให้ความหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และหากเราพิจารณาความหมายตามกฎหมายดังกล่าวซึ่งตราขึ้นเพื่อรองรับผลทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นการรับรองข้อความที่อยู่บนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้เท่าเทียมกับข้อความที่อยู่บนแผ่นกระดาษ จึงหมายความรวมถึง ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง เก็บรักษา หรือประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรพิมพ์ โทรสาร เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์โดยการคุกคามหรือก่อให้เกิดความเสียหาย คงจะไม่ใช่เพียงแต่กับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในความหมายดังกล่าวเท่านั้น เพราะการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์นั้น อาจเป็นการกระทำต่อข้อมูล ซึ่งไม่ได้สื่อความหมายถึงเรื่องราวต่างๆ ทำนองเดียวกับข้อความแต่อย่างใด ตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่เป็นรหัสผ่าน หรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
กระนั้นก็ตาม แม้ข้อมูลจะมีลักษณะหลากหลาย แล้วแต่การสร้างและวัตถุประสงค์ของการใช้งาน แต่ข้อมูลที่กล่าวถึงทั้งหมดนี้ ต้องมีลักษณะที่สำคัญร่วมกันประการหนึ่งคือ ต้องเป็น "ข้อมูลดิจิทัล (Digital Data)" เท่านั้น
ข้อมูลอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความสำคํญอย่างมากต่อการรวบรวมพยานหลักฐานอันสำคัญยิ่งต่อการสืบสวน สอบสวนในคดีอาญา คือ ข้อมูลจราจร (Traffic Data) ซึ่งเป็นข้อมูลที่บันทึกวงจรการติดต่อสื่อสาร ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทำให้ทราบถึงจำนวนปริมาณข้อมูลที่ส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในแต่ละช่วงเวลา สำหรับข้อมูลต้นทางนั้น ได้แก่ หมายเลขโทรศัพท์ เลขที่อยู่ไอพี (Internet Protocol Address) หรือ IP Address นั่นเอง
ส่วนข้อมูลปลายทางนั้น ได้แก่ เลขที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Email Address) หรือที่อยู่เวบไซต์ (URL) ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแวะเข้าไปดูข้อมูล นอกจากข้อมูลต้นทางและปลายทางแล้ว ยังรวมถึงข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับเวลาที่มีการติดต่อสื่อสารหรือการใช้บริการ เช่น การติดต่อในรูปของไปรษณีอิเล็กทรอนิกส์ หรือการโอนแฟ้มข้อมูล เป็นต้น
"ระบบเครือข่าย"
ระบบเครือข่าย หมายความถึง การเชื่อมต่อเส้นทางการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นทอดๆ ซึ่งอาจเป็นระบบเครือข่ายแบบปิด คือ ให้บริการเชื่อมต่อเฉพาะสมาชิกเท่านั้น หรือระบบเครือข่ายแบบเปิด อันหมายถึง การเปิดกว้างให้ผู้ใดก็ได้ใช้บริการในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายหรือการติดต่อสื่อสาร เช่น อินเทอร์เน็ต เป็นต้น
คงพอจะทราบกันแล้ว ว่าลักษณะของการกระทำความผิดของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์นั้นมีอะไรบ้าง และอาจกระทำต่ออะไรได้บ้าง รวมทั้งความหมายของคำต่างๆที่ใช้ในกฎหมายดังกล่าว อาจจะดูวิชาการไปบ้าง แต่ก็เพื่อจะปูพื้นฐานให้มีความเข้าใจเมื่อกล่าวถึงในบทต่อๆไป
8.3 ทรัพย์สินทางปัญญาบน Internet
เป็นความจริงที่กว่าคนเราจะสร้างสรรค์งานอะไรที่ออกมาจากความคิดได้มันช่างยากเย็นและไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลย กว่าจะคิดได้ คิดแล้วคิดอีก แล้วมาวันหนึ่งพบว่าผลงานความคิดของตัวเองถูกนำไปใช้โดยผู้ไม่หวังดีซึ่งไม่คิดจะขออนุญาตและไม่เคยคิดจะจ่ายเงินให้เรา และกว่าจะรู้ตัวเค้าก็เอาผลงานความคิดของเราไปขายร่ำรวยกันถ้วนหน้า แล้วมาดูเราซึ่งเป็นเจ้าของกลับไม่ได้อะไรเลยจากการกระทำนั้น ถามว่าอย่างนี้เป็นการยุติธรรมและถูกต้องแล้วหรือ แล้วกฎหมายของบ้านเราพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไร
กฎหมายลิขสิทธิ์ในประเทศของเราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่แท้จริงแล้วเรื่องดังกล่าวก็มิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของประเทศไทยก็มีแต่ก็ไม่ค่อยมีคนรู้ใช่ไหมครับโดยเฉพาะพวกเราที่ไม่ใช่นักกฎหมาย อย่าว่าแต่กฎหมายลิขสิทธิ์เลยแค่พูดถึงกฎหมายก็เริ่มมึนซะแล้ว
เริ่มต้นนะครับ เราจะมาดูกันก่อนว่าทรัพย์สินทางปัญญาที่เราพูดๆกันมันหมายถึงอะไรบ้าง อย่างไรที่เป็นและไม่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา คำว่าทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. วัตถุที่มีรูปร่าง และ
2. วัตถุที่ไม่มีรูปร่าง
ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยกันมักจะเป็นทรัพย์สินที่มีรูปร่างซึ่งตามกฎหมายแพ่งและพานิชย์ เรียกว่า "ทรัพย์" ส่วนทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นทรัพย์สินที่วัตถุแห่งสิทธิเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ กล่าวคือ "ปัญญาความคิดของมนุษย์นั้นมีคุณค่าและสามารถถือเอาเป็นเจ้าของได้"
ดังนั้น ปัญญาความคิดของมนุษย์จึงเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งตามกฎหมาย เรียกว่า "ทรัพย์สินทางปัญญา"(Intellectual Property) ซึ่งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้กำหนดบทนิยามไว้ในอนุสัญญาจัดตั้งองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ( Convention Establishing the World Intelectual Property Organization ) ซึ่งลงนาม ณ กรุงสต๊อกโฮล์มเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 1967 ดังนี้ : "intellectual property" shall include the right relation to :
- literary, artistic and scientific works,
- performance of the performing artist , phonograms , and broadcasts
- inventions in all field of human endeavor ,
- scientific discoveries ,
- industrial design ,
- trademarks , servicemarks , and commercial names and designations
- Protection against unfair competition , and all other right resulting from intellectual activity in the industrials , scientific , literary or artistic field.
จากบทนิยามแห่งอนุสัญญาดังกล่าวได้กล่าวถึงชนิดของทรัพย์สินทางปัญญาไว้หลายอย่าง เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า การแสดงของนักแสดง การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เครื่องหมายบริการ เหล่านี้เป็นต้น
และจากบทนิยามดังกล่าวสามารถแบ่งทรัพย์สินทางปัญญาออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมสมบัติ และลิขสิทธิ์ สำหรับประเทศไทยในขณะนี้มีกฎหมายที่รับรองหรือยอมรับว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีอยู่เฉพาะลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าเท่านั้น
งานที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ได้แก่ งานประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนต์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียง งานแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะของผู้สร้างสรรค์
กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ให้ความคุ้มครองความคิดหรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ตรงนี้สำคัญมากนะครับและเป็นส่วนที่ทำให้เกิดมีปัญหาโดยเฉพาะในต่างประเทศในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน
ส่วนเงื่อนไขการคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้นกฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องนำไปจดทะเบียน ผู้สร้างสรรค์ย่อมได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติหากผู้สร้างสรรค์นั้นได้สร้างสรรค์งานชึ้นมาโดยชอบโดยหลักที่กำหนดไว้ในกฎหมายลิขสิทธิ์
นอกจากนี้กฎหมายลิขสิทธิ์ยังมิได้คำนึงถึงความใหม่ของงานที่สร้างสรรค์เหมือนอย่างที่กำหนดไว้ในกฎหมายสิทธิบัตร สำหรับคุณภาพหรือคุณค่าหรือราคาของงานนั้นก็มิได้เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์แต่อย่างใด
แม้ว่ากฎหมายลิขสิทธิ์จะถือว่าผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในงานของตน แต่ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ รัฐก็วางข้อกำหนดหรือข้อยกเว้นบางประการเพื่อปกป้องประโยชน์ของบุคคลทั่วไปอันเป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์และข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่ 3 ประเภท ดังนี้
1. การกำหนดระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิ
2. การกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้สิทธิแก่บุคคลทั่วไปที่มิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ได้โดยเสรี ( Fair Use)
3. การอนุญาตโดยกฎหมายบังคับ ( Compulsory Licences)
3.1 กฎหมายบังคับเด็ดขาด
3.2 กฎหมายบังคับอนุญาตไม่เด็ดขาด
ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดแบบเจาะลึกทุกประเด็น แต่จะกล่าวถึงความรู้โดยทั่วๆไปที่เป็นประโยชน์และเข้าใจได้ง่าย ส่วนผู้ที่สนใจในรายละเอียดก็ขอแนะนำให้ไปค้นหาเพิ่มเติมได้จากเวบไซต์ที่ระบุไว้ท้ายหนังสือเล่มนี้
และเมื่อเราพอจะรู้จักความหมายของคำว่าทรัพย์สินทางปัญญากันบ้างแล้ว คราวนี้มาดูกันว่าลักษณะการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตมีลักษณะอย่างไร และมีวิธีการอย่างไรบ้าง
8.4 ซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์มา copy แจกเพื่อนได้หรือเปล่า?
ช่วงนี้เมืองไทยกำลังรณรงค์ให้ใช้สินค้าที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์กันอยู่ครับ จริงๆก็รณรงค์กันมานานแล้วครับ แต่ก็ยังไม่ได้ผลจริงจังเสียที ทำไงได้ล่ะครับ ก็ของจริงมันแพงกว่าของปลอมนี่ แต่ก็น่าเห็นใจคนที่เขาลงทุนลงแรงสร้างสรรค์งานนะครับ อุตส่าห์เหนื่อยยากแต่ได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า อย่างนี้เรามาเดินสายกลางกันไหมครับ คือผมไปซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์มาหรืออาจจะหุ้นกับเพื่อนไปซื้อ จากนั้นก็มา copy แจกกันไปใช้ อย่างนี้คงจะไม่ผิดกฎหมายใช่ไหมครับ ท่านผู้อ่านคงจะเห็นคล้อยตามผมว่านี่คงเป็นทางออกที่ดีใช่ไหม
แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ การทำสำเนาหรือการ copy โปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ตามกฎหมายลิขสิทธิ์เขาเรียกว่า "ทำซ้ำ" ซึ่งถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ครับ แม้กฎหมายเขาจะมีข้อยกเว้นให้การทำสำเนาโดยเจ้าของโปรแกรมมีลิขสิทธิ์ ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่การยกเว้นโดยไม่มีขอบเขตเสียเลยนะครับ กฎหมายเขาจำกัดจำนวนสำเนาว่าให้มีจำนวนตามสมควร เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำรุงรักษาหรือป้องกันการสูญหาย พูดง่าย ๆ คือทำสำเนาได้เฉพาะ backup ล่ะครับ ถ้าจะมา copy แจกเพื่อน ๆ ทั้ง office แล้วบอกว่าทำ backup ผมว่าศาลท่านคงไม่เชื่อหรอกครับ
8.5 โหลดโปรแกรมหรือเพลงทางอินเทอร์เน็ตผิดกฎหมายหรือเปล่า?
คงไม่มีใครไม่เคยดาวน์โหลดโปรแกรมหรือเพลงทางอินเทอร์เน็ตหรอกนะครับ แต่เคยคิดกันเล่น ๆ หรือเปล่าครับว่าที่เราทำไปน่ะถูกกฎหมายหรือเปล่า คงต้องเริ่มจากหลักก่อนนะครับว่าทั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับเพลงน่ะถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ใครจะไปทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้ครับ มาพูดถึงพวกโปรแกรมกันก่อนดีกว่าครับ ถ้าชัดเจนว่าเป็นพวก Freeware, Shareware ก็คงไม่มีปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ครับ
ส่วนที่เป็นเพลงอาจจะมีปัญหาหน่อยครับ เพราะบาง Web เขาก็ให้เรา download เพลงได้ แต่เราก็ไม่แน่ใจนะครับว่าเขาได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ ในความคิดผมแล้วคงไม่มีค่ายเพลงไหนยอมเอาเพลงมา upload ให้คน download ไปฟรีๆ หรอกครับ จริงๆ ไอ้การ upload เพลงบนอินเทอร์เน็ตน่ะก็ละเมิดลิขสิทธิ์อยู่เต็มๆ อยู่แล้ว ยิ่งถ้าทำเพื่อการค้าโดยเก็บเงินจากคนที่ download ก็เป็นคดีอาญาเชียวนะครับ แต่สำหรับคนที่ไป download มาฟังเฉยๆ ถึงจะเป็นการทำซ้ำ แต่ก็มีช่องทางทางกฎหมายที่จะอ้างได้ว่าไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ครับ เพราะถือเป็นการทำซ้ำมาเพื่อใช้ประโยชน์เอง และการ download มาฟังก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ เพราะว่าเราไม่ได้เอาไปขายครับ
8.6 ใช้โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ผิดกฎหมายหรือเปล่า?
ในช่วงกระแสรณรงค์ต่อต้านของปลอมในปัจจุบันนี้ ทำให้ชาวคอมพิวเตอร์นิสัยดีอย่างผมและท่านผู้อ่านเกิดความหวาดระแวงว่าเราได้ทำอะไรผิดกฎหมายไปหรือไม่ กฎหมายลิขสิทธิ์ในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น มีการตีความ(อีกแล้ว)ในหมู่นักกฎหมายว่า ลำพังการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉย ๆ นั้นเป็นการ "ทำซ้ำ" หรือไม่ ในเรื่องนี้นักกฎหมายไทยก็ยังมีความเห็นไม่ลงรอยกัน และก็ยังไม่มีคดีขึ้นสู่ศาลไทย เพื่อให้วินิจฉัยให้แน่ชัดลงไปว่าอย่างไรกันแน่
ฝ่ายที่เห็นว่า การใช้เป็นการทำซ้ำนั้นเขาก็เห็นว่า เวลาเราใช้โปรแกรม ก็ต้องมีการคัดลอกโปรแกรมเข้าไปอยู่ใน RAM แม้จะเป็นการชั่วคราวก็น่าจะเป็นการทำซ้ำ แม้ว่าจะมีความเห็นเป็น 2 ฝ่ายในเรื่องนี้ แต่ท่านผู้อ่านสบายใจได้อย่างหนึ่งครับ ว่าผลในทางกฎหมายท้ายที่สุดจะเหมือนกันครับ คือถ้าท่านใช้โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ที่บ้านหรือ office ของท่าน ไม่ได้ใช้ไปค้ากำไรอะไร ก็ไม่ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ครับ
ส่วนกรณีบริษัทห้างร้าน ที่ประกาศ (แต่ไม่กล้าทำเสียงดัง) นโยบายของตนเองอย่างชัดเจนว่าจะใช้แต่โปรแกรมของปลอมใน office นั้น ตรงนี้ก็อาจมีปัญหาต้องตีความ(อีกแล้ว) นะครับว่าจะเป็นการใช้เพื่อหากำไรหรือเปล่า แม้จะไม่มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานในเรื่องนี้ แต่ความเห็นของผมคือการใช้ใน office นั้น น่าจะไม่ถือเป็นการใช้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร เพราะไม่ได้นำโปรแกรมไปจำหน่ายจ่ายแจกต่อไปในลักษณะที่ขัดต่อการแสวงประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์
มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด
(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้
(๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้
(๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว
(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๙ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วยในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็วเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือ
ผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินการ เพื่อเป็นหลักฐานการทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลายหรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงทั้งนี้ เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งที่มุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใดความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่
โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาลพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๕ ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น
มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้ ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการนับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท
มาตรา ๒๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๒๘ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐมนตรีมีอำนาจร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง
มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญของการประกอบกิจการและการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
สรุปโทษ